Dream Body Construction System

แคลอรี
กำหนดทิศทาง "น้ำหนัก"

สารอาหาร
กำหนดทิศทาง "กล้ามและไขมัน"

ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง
การลดไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้อ
— ก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือจริง

⚡ อ่านจบใน 10 นาที 🏗️ Construction System ฉบับสมบูรณ์ 🎯 เฉพาะบุคคล 100%
เลื่อนลงเพื่ออ่าน

คุณเคยเจอแบบนี้ไหม?

ถ้าเคย — คุณไม่ได้ผิดปกติ และคุณไม่ได้ขยันไม่พอ

ออกกำลังกายทุกวัน แต่ไขมันไม่ลง เหนื่อยทุกครั้งที่เทรน แต่กระจกยังเหมือนเดิมมาหลายเดือนแล้ว
คุมอาหารแล้ว น้ำหนักยังตัน ลดได้ช่วงแรก แล้วก็หยุดอยู่ที่เดิม ไม่รู้ต้องปรับอะไร
ลดน้ำหนักได้ แต่กล้ามหายไปด้วย ตัวเล็กลงจริง แต่ไม่ได้ดูกระชับ กล้ามที่เคยมีก็หายไปด้วย
ทำตาม influencer แล้วไม่เห็นผล ลองแผนนั้น ลองแผนนี้ — ได้ผลกับคนอื่น แต่ไม่ได้ผลกับตัวเอง
ไม่รู้ต้องกินเท่าไหร่ ให้ได้ผล กินน้อยเกินไปก็กลัว กินมากเกินไปก็กลัว ไม่รู้ตัวเลขที่ใช่คืออะไร
รู้สึกว่าต้องทนทุกข์ตลอด หิวตลอดเวลา เหนื่อย ไม่มีแรง แล้วก็พังในที่สุด แล้วก็เริ่มใหม่
เรื่องของผม

10 ปีของการลองผิดลองถูก
ก่อนจะพบว่าปัญหาไม่ใช่วินัย

เด็กอ้วน
1998 – 2011
ออกกำลังกายหนัก
แต่ยังอ้วน

ว่ายน้ำ 2 ชั่วโมง/วัน แต่น้ำหนักไม่ลง — เพราะไม่รู้เรื่องแคลอรีเลยสักนิด

ขาดความรู้เรื่องแคลอรี
skinny fat
2012 – 2015
ลดได้แต่เสียกล้าม
เวทขี้ก้าง ไม่โต

รู้จักการออกกำลังกายแล้ว แต่ยังกลัวแป้ง กลัวไขมัน — ขาด macro ที่ถูกต้อง

ขาดความรู้เรื่องสารอาหาร
result 2018-2020
2016 – ปัจจุบัน
มีระบบที่ถูกต้อง
ผลลัพธ์เกิดขึ้นเอง

เมื่อตัวเลขแม่นยำ — แคลอรี สารอาหาร training ทำงานร่วมกัน ร่างกายเปลี่ยนไปในทุกเดือน

ระบบที่ถูกต้อง

สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก 10 ปีนั้นคือ — ปัญหาไม่เคยใช่วินัย
ปัญหาคือผมไม่เคยมีตัวเลขที่ถูกต้องสำหรับร่างกายของผมโดยเฉพาะ

คนที่ไม่เห็นผลส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดวินัย
พวกเขาแค่ไม่มีใครบอกว่าตัวเลขที่ใช้อยู่นั้นผิดตั้งแต่แรก

ร่างกายทำงานด้วยตัวเลข — แคลอรี่, โปรตีน, คาร์บ, ไขมัน
ถ้าตัวเลขผิด ความพยายามมากแค่ไหนก็ไม่ถึงจุดหมาย
Blueprint คือระบบที่คำนวณตัวเลขทั้งหมดมาเพื่อร่างกายคุณโดยเฉพาะ

ตัวเลขที่ถูก
ต้องรู้ว่าคุณเป็นใคร

เพศ อายุ มวลกล้ามเนื้อ ความสูง และไลฟ์สไตล์ — ทุกอย่างกำหนดว่าร่างกายคุณต้องการอะไร และเท่าไหร่ เพื่อเผาไขมันและสร้างกล้ามเนื้อได้จริง

❌ สูตรกลาง (Generic)
ค่าเฉลี่ยที่ไม่ได้แม่นสำหรับใครเลย
  • คำนวณจากน้ำหนักรวม — ไม่แยกว่าเป็นไขมันหรือกล้ามเนื้อ
  • Activity factor เดา ๆ ไม่ได้วัดจากชีวิตจริงคุณ
  • Protein target ต่ำเกินไป กล้ามเลยไม่โต หรือหายระหว่างลด
  • ไม่มีระบบปรับเมื่อน้ำหนักหยุด — ติดอยู่ที่เดิมไม่รู้ทำยังไง
✓ คำนวณเฉพาะบุคคล
แม่นตั้งแต่ตัวเลขแรก
  • คำนวณจาก Lean Body Mass — แยก fat mass ออกก่อน TDEE จึงแม่น
  • Activity factor จากกิจวัตรจริง ไม่ใช่ตัวเลือก "Moderately Active"
  • Protein สูงพอที่กล้ามเนื้อจะอยู่รอดและเติบโตระหว่างลดไขมัน
  • มีระบบปรับแผนเมื่อร่างกายเริ่มชิน — ไม่ติดอยู่ที่เดิม
ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้: คนสองคนน้ำหนัก 80 kg เท่ากัน แต่ถ้าคนหนึ่งมีกล้ามเนื้อมากกว่า — TDEE ของเขาสูงกว่าอีกคนอย่างมีนัยสำคัญ ใช้สูตรเดิมกับทั้งคู่ไม่ได้


ทุกอย่างเริ่มที่
พลังงาน

ร่างกายใช้พลังงานตลอดเวลา — ทั้งตอนนอนหลับ ย่อยอาหาร เดิน และออกกำลังกาย ผลรวมทั้งหมดคือ TDEE ของคุณ

BMR
พลังงานพื้นฐาน
+
NEAT / Activity
กิจกรรมในชีวิต
+
Exercise
ออกกำลังกาย
=
TDEE ของคุณ
Total Daily Energy

ร่างกายใช้พลังงานแม้ไม่ทำอะไรเลย
BMR คือพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการเพื่อให้ยังมีชีวิตอยู่ — หัวใจเต้น ปอดหายใจ สมองทำงาน อวัยวะทุกชิ้นล้วนใช้พลังงาน
🔥 ใช้พลังงานแม้ขณะนอนหลับ ⚠️ น้ำหนักเท่ากัน ≠ BMR เท่ากัน
คน A
80 kg
ไขมัน 25%
Lean Mass
60 kg
BMR คำนวณจาก 60 kg
คน B
80 kg
ไขมัน 15%
Lean Mass
68 kg
BMR คำนวณจาก 68 kg

BMR ไม่เกี่ยวกับไขมัน — คำนวณจาก Lean Body Mass เท่านั้น น้ำหนักเท่ากันแต่ไขมันต่างกัน BMR จึงต่างกัน สูตรกลางไม่รู้ข้อมูลนี้

💡

ดังนั้น คนน้ำหนัก 80 kg เท่ากัน แต่ถ้าไขมันมากกว่า → Lean Mass ต่ำกว่า → BMR ต่ำกว่า — นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: คำนวณ BMR จากน้ำหนักรวม ได้ค่าสูงเกินจริง กินตามตัวเลขนั้น กลายเป็นกินเกิน TDEE จริง แล้วสงสัยว่าทำไมน้ำหนักไม่ลง


แค่อาชีพต่างกัน พลังงานก็ต่างกันมาก
กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่การออกกำลังกายนั้น มีผลต่อ TDEE มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด — และมันต่างกันมากในแต่ละคน
💻
งานออฟฟิศ / WFH
นั่งนิ่งส่วนใหญ่ เดินน้อย กิจกรรมนอกเวลาน้อย
Activity ต่ำ
🧑‍🏫
ครู / พนักงานที่เดินทาง
ยืนและเดินบ้าง แต่ไม่ใช้แรงงานหนัก
Activity ปานกลาง
🏗️
คนงาน / ใช้แรงงาน
เคลื่อนไหวตลอดวัน ยกของ ใช้แรงงานต่อเนื่อง
Activity สูง
นักกีฬา / ฝึกซ้อมหนัก
ซ้อม 2 รอบ/วัน เคลื่อนไหวสูงมากตลอดวัน
Activity สูงมาก
เลื่อนดูได้
💡

ประเด็นสำคัญ: คนสองคนออกกำลังกายเหมือนกันทุกอย่าง แต่ถ้าคนหนึ่งทำงานออฟฟิศส่วนอีกคนเป็นครูที่เดินทั้งวัน — TDEE ของเขาต่างกันมาก การเลือก activity factor แบบ "เดาๆ" จึงผิดแทบทุกครั้ง


ไม่ใช่ทุกวันที่ร่างกายต้องการพลังงานเท่ากัน
วันที่คุณเวท วันที่พัก วันที่ทำ cardio — ร่างกายใช้พลังงานต่างกัน การกินตัวเลขเดิมทุกวันจึงไม่ตอบโจทย์
😴
วันพัก
Rest Day
พลังงานต่ำที่สุด

ร่างกายฟื้นฟู ไม่มีกิจกรรมเพิ่ม ต้องการพลังงานน้อยที่สุดในสี่วันประเภท

🏋️
วันเวท
Weight Training Day
พลังงานปานกลาง

เทรนหนัก ต้องการ carb เพื่อเป็นเชื้อเพลิง และ protein เพื่อสร้างกล้าม

🏃
วันคาร์ดิโอ
Cardio Day
พลังงานสูง

ใช้พลังงานจาก cardio เยอะ ต้องเพิ่มแคลรี่รองรับกิจกรรมที่สูงขึ้น

🔥
วันเวท + คาร์ดิโอ
Weight + Cardio Day
พลังงานสูงที่สุด

ทำทั้งสองอย่างในวันเดียว ร่างกายใช้พลังงานสูงสุด — ต้องรองรับให้เพียงพอ

เลื่อนดูได้
💡

ทำไมต้องแยกตามวัน: การกินตัวเลขเดิมทุกวันหมายความว่า วันที่ออกกำลังกายหนักคุณกินน้อยเกินไป วันที่พักคุณกินมากเกินไป — ทั้งสองแบบส่งผลต่อ performance และ body composition

รู้ TDEE แล้ว — ค่อยตัดสินใจทิศทาง
เมื่อรู้ว่าร่างกายใช้พลังงานเท่าไหร่ต่อวัน ขั้นต่อไปคือเลือกว่าจะกินมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากับ TDEE
Caloric Deficit
กินน้อยกว่า TDEE → ลดน้ำหนัก

ร่างกายดึงพลังงานจาก fat stores มาทดแทน — น้ำหนักลดลง
แต่ต้องกิน protein ให้พอ ไม่งั้นกล้ามจะหายไปด้วย

Caloric Surplus
กินมากกว่า TDEE → เพิ่มน้ำหนัก

มีพลังงานส่วนเกินสำหรับสร้างกล้ามเนื้อใหม่ — ต้องคู่กับการเทรน
surplus มากเกินไปจะได้ไขมันแทนกล้าม

สังเกตไหมว่า

ด้านบนเขียนว่า กินน้อยกว่า TDEE → ลดน้ำหนัก
ไม่ใช่ → ลดไขมัน

เพราะ Calories บอกได้แค่ว่าน้ำหนักจะขึ้นหรือลง
แต่ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นคืออะไร

สิ่งที่กำหนดว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมัน
— คือสารอาหาร

ถ้าเคยลดแล้วน้ำหนักหยุดกลางทาง
— นั่นไม่ใช่เพราะร่างกายดื้อ

มันเกิดจากกล้ามเนื้อที่หายไปโดยไม่รู้ตัวระหว่างที่ลด
เมื่อกล้ามลด TDEE ก็ลดตาม — กินเท่าเดิมแต่ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง
น้ำหนักเลยหยุด

กล้ามเนื้อคือเตาเผาพลังงาน
เสียไปเท่าไหร่ metabolism ช้าลงเท่านั้น

คนที่ลดด้วย deficit อย่างเดียว โดยไม่จัดการสารอาหาร
มักได้ร่างกายที่เบาลง แต่ไม่กระชับ และน้ำหนักค้างเร็ว

Section ถัดไป

ให้น้ำหนักที่ลดมาจากไขมัน
— ไม่ใช่กล้ามเนื้อ

ต้องรู้ว่าต้องกินสารอาหารอะไร ปริมาณเท่าไหร่ — ถึงจะได้ผลที่ต้องการ

ร่างกายของคุณคือ
บ้านที่กำลังก่อสร้าง

เมื่อเข้าใจ "วัสดุก่อสร้าง" ที่ร่างกายต้องการ — คุณจะรู้ว่าต้องจัดการยังไง

🏗️
ร่างกายของคุณ
โครงสร้างที่ต้องสร้าง / ปรับ
=
🏠
บ้านหนึ่งหลัง
ต้องมีวัสดุ + คนงาน + พลังงาน
🧱
Protein
วัสดุก่อสร้าง

วัสดุหลักสำหรับสร้างและซ่อมกล้ามเนื้อ — ไม่ใช่ตอนเทรน แต่ตอนนอนหลับ ถ้าไม่มี protein พอ ร่างกายไม่มีอะไรใช้สร้าง เทรนหนักแค่ไหนก็ไม่ได้กล้าม

4 kcal / กรัม
👷
Carbohydrate
คนงานก่อสร้าง

พลังงานหลักของกล้ามเนื้อและสมอง ถ้าขาด — คนงานหมดแรง ไม่มีแรงเทรน ไม่มีแรงคิด carb ไม่ใช่ศัตรู ปัญหาคือกินเกิน TDEE ไม่ใช่กิน carb

4 kcal / กรัม
🔧
Fat
เครื่องมือช่าง

เครื่องมือที่ขาดไม่ได้ — ไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็นวัตถุดิบของฮอร์โมน การดูดซึม vitamin และการทำงานของสมอง ไม่น้อยเกิน ไม่มากเกิน

9 kcal / กรัม · 20–30% ของแคลรี่
🏗️
Weight Training
การทุบกำแพงเก่า — เพื่อขยายบ้านให้ใหญ่กว่าเดิม

วัสดุ (Protein/Carb/Fat) คือสิ่งที่บ้านต้องการ — แต่บ้านจะขยายไม่ได้ถ้าไม่มีใครทุบกำแพงเก่าออกก่อน
Weight Training คือสัญญาณที่บอกร่างกายว่า "สร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม" — และต้องทุบให้ครบทั้ง 4 ด้าน ถึงจะขยายได้เต็มศักยภาพ

"

ร่างกายของคุณเปรียบเสมือน
บ้านหนึ่งหลัง

บ้านแต่ละหลังต้องมี
พิมพ์เขียว (Blueprint)
ที่แตกต่างกัน

นั่นคือเหตุผลที่ Macro ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน — ตัวเลขที่ได้ผลกับคนอื่นอาจไม่ใช่ตัวเลขที่ได้ผลกับคุณ และนั่นคือสิ่งที่เราจะคำนวณให้แม่นยำถัดไป

Macro คำนวณยังไง — และคนส่วนใหญ่พลาดตรงไหน

รู้ TDEE แล้ว ขั้นต่อไปคือแบ่ง "งบประมาณ" นั้นออกเป็น Protein / Fat / Carb ให้ถูกสัดส่วน

ลำดับการคำนวณที่ถูกต้อง
ต้องรู้ว่าร่างกายใช้พลังงานเท่าไหร่ต่อวัน รวมทุกกิจกรรม — นี่คือ "งบประมาณ" ทั้งหมดที่มี ถ้า TDEE ไม่แม่น macro ที่คำนวณออกมาก็ผิดตามไปด้วย
ลดไขมัน → กินน้อยกว่า TDEE เล็กน้อย (deficit ไม่ต้องมาก ไม่ต้องหัก aggressive) · เพิ่มกล้าม → กินมากกว่า TDEE เล็กน้อย (surplus พอดี ไม่ต้องกินเยอะจน fat เพิ่ม)
Protein คือวัสดุก่อสร้าง ต้องกำหนดก่อน ไม่ใช่เอาส่วนที่เหลือ ถ้า protein ต่ำเกินไป — กล้ามหายแน่นอนระหว่างลดไขมัน แม้จะ deficit ถูกต้องแค่ไหนก็ตาม
Fat ต้องมีในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อรองรับฮอร์โมนและการทำงานของร่างกาย ตัดออกมากเกินไปจะกระทบ testosterone, estrogen และการดูดซึม vitamin ที่ละลายในไขมัน
หักแคลรี่จาก Protein และ Fat ออกแล้ว — ที่เหลือทั้งหมดคือ Carb Carb ไม่ใช่ศัตรู มันคือพลังงานที่คนงานต้องการทำงาน ปัญหาคือกิน carb เกิน TDEE ไม่ใช่การกิน carb
❌ ความผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำ
เอาสูตรกลางมาคำนวณ macro โดยที่ TDEE เองก็ยังเดาอยู่ — ผลลัพธ์ก็เดาทั้งหมด ไม่ว่าสัดส่วน macro จะดูดีแค่ไหนในกระดาษ
รู้สึกว่ากิน protein เยอะแล้ว แต่จริงๆ ยังไม่ถึงเป้า กล้ามเลยหายระหว่างลดไขมัน แล้วก็สงสัยว่าทำไมตัวไม่กระชับแม้น้ำหนักจะลง
ตัด carb แล้วลดได้เร็ว เลยคิดว่า carb คือตัวร้าย — จริงๆ ที่ลดได้เพราะน้ำออก + แคลรี่รวมต่ำลง ไม่ใช่เพราะตัด carb โดยตรง ระยะยาวจะไม่มีแรงเทรนและกล้ามจะไม่โต
ชั่งหลังปรุงแทนที่จะชั่งดิบ หรือชั่งดิบในขณะที่ database บันทึกค่าหลังปรุง — macro ที่ track อยู่ผิดตลอดโดยไม่รู้ตัว ทำให้คิดว่าทำถูกแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่มา
วันพักกินเท่ากับวันเวท+คาร์ดิโอ — surplus สะสมโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไขมันไม่ลดแม้จะ "track อยู่" เพราะตัวเลขรวมรายสัปดาห์เกิน TDEE
TDEE แม่น → Protein ก่อน → Fat พอดี → Carb ที่เหลือ → แยกตามประเภทวัน → มีระบบปรับเมื่อน้ำหนักหยุด — ทุกขั้นตอนนี้อยู่ใน Blueprint แล้ว

แคลอรี กำหนดทิศทางน้ำหนัก
สารอาหาร กำหนดกล้ามหรือไขมัน
Training สร้าง stimulus ให้ร่างกายขยาย
เห็นแล้วใช่ไหม

ทุกอย่างที่คุณเพิ่งเรียนรู้มา
ต้องการ ตัวเลขที่แม่นยำ
ของคุณโดยเฉพาะ

ไม่มีช่างก่อสร้างคนไหนเริ่มสร้างบ้าน
โดยไม่มีพิมพ์เขียว

ร่างกายของคุณก็ไม่ต่างกัน —
และ พิมพ์เขียวนั้นคำนวณไว้ให้แล้ว

ทุกการคำนวณนั้น อยู่ใน
Dream Body Blueprint
TDEE คำนวณจาก Lean Body Mass ของคุณจริง — ไม่ใช่สูตรกลาง
Protein / Fat / Carb / kcal ทุกมื้อ — ตารางอาหารที่กินได้จริงในชีวิตประจำวัน
โปรแกรมเทรนที่ครบทั้ง 4 ปัจจัย — บอกทุก set ว่าต้องรู้สึกยังไง ปรับยังไงเมื่อชิน
ระบบปรับแผนเมื่อน้ำหนักตัน — ไม่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น
ส่งภายใน 24 ชั่วโมง · จ่ายครั้งเดียว · LINE OpenChat ปรึกษาได้ตลอด
รับพิมพ์เขียวร่างกายของคุณ
ส่งแล้ว 716 คน · 78% เลือก V2 · จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน